รีวิวหนัง “Fear Street: Prom Queen” ถนนอาถรรพ์คัมแบ็กกลับยุค 80s กลิ่นคาวที่คุ้นเคย

ถนนอาถรรพ์ราชินี

กลับมาสานต่อลมหายใจให้กับแฟรนไชส์หนังไล่ฆ่าสับที่เคยสาแก่ใจคอหนังสุดโหดกลับมาในปีนี้กับ Fear Street Prom Queen ถนนอาถรรพ์ราชินีงานพรอมที่จะพาผู้ชมย้อนกลับไปดื่มด่ำกลิ่นคาวเลือดชวนสยองในยุคที่หนังชุดนี้ยังเว้นช่วงเอาไว้ให้ปูความสยองสานต่อกับท่วงท่าความสยดสยองที่อาจจะไม่ได้สดใหม่อะไรยินดีต้อนรับกลับสู่เชดี้ไซด์ในปี 1988 ที่โรงเรียนมัธยมประจำเมืองมาถึงฤดูกาลจัดเทศกาลงานพรอมในช่วงเวลาที่นักเรียนหนุ่มสาวกำลังมุ่งมั่นอยู่กับช่วงชิงตำแหน่งและมงกุฎแห่งศักดิ์ศรีช่วงชีวิตวัยเรียนความโหดเหี้ยมก็กำลังรอพวกเขาอยู่เมื่อเด็กสาวธรรมดาได้หลุดเข้าโผเป็นหนึ่งในผู้ชิงตำแหน่งด้วยโดยที่สาวฮอตตัวเต็งก็เริ่มหายตัวไปอย่างลึกลับทีละคนดูเหมือนว่างานพรอมปีนี้จะต้องเผชิญหน้ากับความสยองสุดเหวี่ยงเป็นแน่แท้

สำหรับในหนังภาคนี้ได้ผู้กำกับที่ยังไม่ค่อยมีชื่อแมตต์พาลเมอร์ที่เคยแจ้งเกิดมาจากหนังโรคจิตของเน็ตฟลิกซ์ เมื่อหลายปีก่อนโดยเขายังรับหน้าที่เขียนบท หนัง ที่ยังได้แรงบันดาลใจมาจากตัวพ่อนิยายเลือดสาดโรเบิร์ต ลอว์เรนซ์สไตน์อีกเช่นเคยโดยหนังยังมาพร้อมกับสูตรสำเร็จคุ้นเคยของสไตล์หนังที่มีแต่ไล่สับเป็นเกมแมวไล่จับหนูแบบสำเร็จรูปไปหมดปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้มีหนังแนวนี้ผลิตออกมาค่อนข้างต่อเนื่องทั้งเป็นการปัดฝุ่นหยิบเอาของเก่ามาสร้างใหม่หรือเป็นการปรุงแต่งสตอรี่ใหม่บนพื้นฐานความคลาสสิกของหนังแนวนี้นั่นจึงทำให้คอนเทนท์แนวนี้ค่อนข้างเป็นความบันเทิงแบบเจ็บแปล่บที่ธรรมดาไปเสียแล้วหากไม่ได้มีกิมมิกอะไรที่โดดเด่นก็ยากที่จะโดดเด้งออกมาให้ชวนประทับใจ

ถนนอาถรรพ์ราชินี อาจจะเทียบกับหนังไตรภาคในปีที่ผ่านมาไม่ได้แต่หนังก็ยังคงรักษาอรรถรสและประสบการณ์ความเสียวสยองอย่างที่ควรจะเป็นตามแบบฉบับได้อย่างคงเส้นคงวาโชคดีที่ตัวหนังไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนมากนักอีกทั้งยังค่อนข้างมีความกระชับดีในส่วนของการเล่าเรื่องด้วยแม้ว่าโครงสร้างจะไม่มีอะไรที่ใหม่เลยก็ตามแต่แฟนหนังชุดนี้ก็น่าจะพึงพอใจแม้ว่าห้วงอารมณ์ของหนังจะยังรังสรรค์ออกมาได้ยังไม่สุดก็ตามองค์ประกอบงานสร้างก็ยังถือว่ารักษามาตรฐานเอาไว้ดีกับงานออกแบบโปรดักชันและองค์ประกอบงานศิลป์ต่างที่ยังใช้ความมืดมาเป็นลูกเล่นในการสร้างสถานการณ์ความกลัวผนวกเข้ากับการใช้แสงสีของไฟและเฉดเงาต่างเข้ามาเพิ่มอรรถรสได้เป็นมาตรฐานที่ควรจะเป็นไปถึงงานในส่วนเก็บรายละเอียดแห่งยุคจะยังไม่ค่อยละเอียดสักเท่าไหร่มีหลายส่วนที่ดูไม่ค่อยเป็นยุคตอนปลายเท่าไหร่

ขณะที่ฝั่งทีมนักแสดงก็เลือกใช้ดาราหน้าใหม่เป็นหลักไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ฟาวเลอร์,ซูแซนนาซอนและฟีนา สตาร์ซซาการแสดงของพวกเธอก็คล้ายกับรูปแบบหนังไล่ฆ่าทั่วไปที่มักจะเชิญชวนคนสวยมาเป็นเหยื่อถูกไล่ฆ่าตามสูตรแต่พวกเขาเธอค่อนข้างช่วยประคับประคองตัวหนังเอาไว้ได้อย่างน่าดูชมไม่น้อยซ้ำยังได้ดาราเจ้าบทบาทอย่างแคทเธอรีนวอเตอร์สตัน,ลิลลีเทย์เลอร์หรือคริสไคลน์มาร่วมเสริมทัพทีมนักแสดงได้อีกทางหนึ่ง แม้ว่าในพาร์ทการแสดงจะยังไม่อาจจะช่วยประคองตัวหนังทั้งเรื่องเอาไว้ ได้ก็น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ที่ยกระดับความสยองให้กับหนังออกมาได้ชวนติดตามในระดับหนึ่ง