รีวิวหนัง Paddington in Peru แพดดิงตัน คุณหมีผจญภัยป่าอะแมซอน อบอวลอบอุ่นกับต้าวหมี

Paddington in Peru แพดดิงตัน

หนึ่งในแฟรนไชส์หนังที่ยังประสบความสำเร็จอย่างเรืองรองแห่งเกาะอังกฤษก็คือการสรรค์สร้างความน่ารักอ่อนโยนของไอ้ต้าวหมีขนปุยสีน้ำตาลที่กลับมาอีกหนในปีนี้กับ Paddington in Peru ที่เป็นการผจญภัยหนที่ 3 ของคุณหมีที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ครั้งนี้พวกเขาออกไปโลดแล่นนอกแผ่นดินอังกฤษ ข้ามไปสู่ทวีปอเมริกาใต้ในดินแดนแห่งป่าดงดิบผืนใหญ่ของโลกเมื่อหมีแพดดิงตันผู้น่ารักผู้หลงใหลในแยมส้มได้ค้นพบว่าป้าลูซี่ที่รักของเขาได้เขาหายตัวไปจากบ้านพักคนชราเขาและครอบครัวบราวน์จึงออกเดินทางไปยังป่าลึกในเปรูเพื่อตามหาป้าที่รัก โดยมีเพียงเบาะแสเดียวเท่านั้นนั่นก็คือแผนที่ลึกลับด้วยความมุ่งมั่นที่จะไขปริศนาแพดดิงตันและครอบครัวบราวน์จึงได้ออกเดินทางและเริ่มการผจญภัยสุดระทึกผ่านป่าลึกอะแมซอนและเผชิญหน้ากับขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในโลก

สำหรับในภาคนี้ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงในแง่ทีมงานผู้สร้างไปบ้างโดยได้โดกัลวิลสันผู้กำกับมิวสิควิดีโอมือทองของอังกฤษก้าวขึ้นมากำกับหนังใหญ่เรื่องแรกในชีวิตของเขาโดยมาทำหน้าที่แทนผู้กำกับพอลคิงที่ติดพันโครงการ หนัง เรื่องอื่นทำให้ไม่สามารถกลับมาสานต่อสิ่งที่เขาสร้างเอาไว้ได้ กลิ่นอายของภาคนี้มีความแตกต่างจากภาคก่อนหน้านี้ไม่น้อยส่วนหนึ่งก็เพราะว่าบรรยากาศที่เปลี่ยนไปด้วยกับอีกส่วนที่ได้ทีมเขียนบทใหม่แบบยกเครื่องที่ได้ตำนานนักเขียนมาร์คเบอร์เน็ตจากการ์ตูนดินปั้นฝั่งอังกฤษอย่างหลากหลายภาคมารังสรรค์บทให้ ร่วมด้วยเจมส์ลามอนต์จากเวอร์ชันซีรีส์ The Adventures of Paddington มาช่วยกันประพันธ์ ก็เหมือนกับพาแพดดิงตันออกไปผจญภัยเข้าค่ายค้างแรมอะไรทำนองนั้นบทหนังอาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่เลยก็ตามแต่กลับมอบผจยภัยที่อบอวลทัชหัวใจได้กว่าที่คาดคิดเอาไว้นี่ก็คือหนังผสมผสานไลฟ์แอคชันกับแอนิเมชันที่ทรงเสน่ห์เหมือนเคยแม้ว่าระดับฝีมือของผู้กำกับท่านใหม่ที่มาดูแลโปรเจกต์นี้จะยังเทียนชั้นกับคนเดิมไม่ได้เท่าไหร่แต่เขาก็สามารถร้อนเรียงเติมแต่งจินตนาการกับขอบเขตของหนังเรื่องนี้ให้ได้ขยายออกไป ถึงมันจะเป็นหนังที่ยังวนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเดิมแต่ก็เป็นเหมือนหนังที่เป็นจุดพักใจให้กับผู้ชมได้อย่างทรงคุณค่าและทุกคนน่าจะตั้งรับได้ว่าต้องการสัมผัสสิ่งใดในหนังเรื่องนี้ ที่หนังก็ตอบโจทย์ได้ดีอีกเช่นเคย

โดยอีกสิ่งที่เราสัมผัสได้ดีใน แพดดิงตัน คุณหมีผจญภัยป่าอะแมซอน เรื่องนี้ก็คือพัฒนาการและการเติบโตในหลายด้านของแฟรนไชส์นี้เพราะแน่นอนว่าหลายตัวละครที่ร่วมผจญภัยกันมาตั้งแต่ต้นวันเวลาผ่านไปพวกเขาก็เติบใหญ่เรื่อยทำให้เราได้เห็นสตอรี่ของหนังที่โตเพิ่มขึ้นไปด้วยถึงมันจะยังวางเอาไว้อยู่บนพื้นฐานของเนื้อหาหนังเด็กเหมาะกับครอบครัวแบบย่อยง่ายแต่ก็มีชีวิตชีวาอย่างน่าพอใจองค์ประกอบงานสร้างก็ยังมาพร้อมกับโปรดักชันที่ทุ่มทุนเห็นได้ชัดว่าภาคนี้มีงานสร้างที่ใหญ่กว่าเดิมมากเป็นอีกครั้งที่หนังยังคงได้อีริกวิลสันมาเป็นผู้กำกับภาพอย่างต่อเนื่อง ร่วมด้วยดาริโอมาเรียเนลลิกลับมาประพันธ์เพลงบรรเลงให้กับหนังอีกเหมือนเคย โดยได้อูนานีดองไฮเลมือตัดต่อชื่อดังชาวไอริช ที่เคยแจ้งเกิดจากหนังรางวัล Belfast กับ Death on the Nile มาช่วยตัดต่อหนังได้อย่างกระฉับกระเฉงและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ใหม่กับหนังภาคนี้