เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ของ Netflix ที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นว่าในช่วงปลาย ๆ ปี 2022 นี้ เราจะได้เห็น Netflix หันมาหยิบจับเอาวรรณกรรมจากหนังสือหลาย ๆ เล่มมาสร้างใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์จำพวก แนวแฟนตาซี และเน้นหนังที่ดูได้ทั้งครอบครัวมากขึ้น ยกตัวอย่างหนังจากวรรณกรรมที่ลงฉายไปแล้วก็ยกตัวอย่างเช่น ‘The School for Good and Evil‘ หรือแม้แต่หนังภาคต่อ ‘Enola Holmes 2‘ นี่ก็ใช่
พล็อตเนื้อเรื่อง
ซึ่งเรื่องราว การผจญภัย ของเด็กชายนีโม ที่เข้าไปผจญภัยในโลกแห่งความฝันสุดพิศดารนี้ ส่วนใหญ่จะถูกเอาไปทำในรูปแบบแอนิเมชันซะเป็นส่วนใหญ่ครับ ถ้าเวอร์ชันแรกสุดเลยก็คือ ‘Little Nemo’ (1911) แอนิเมชันขนาดสั้นที่จริง ๆ แล้วน่าจะเรียกว่าเป็นงานทดลองที่เอาคาแรกเตอร์มาทำเป็นภาพเคลื่อนไหวเฉย ๆ มากกว่า แต่ที่น่าจะคุ้นตา ก็น่าจะเป็นหนังแอนิเมชัน ‘Little Nemo: Adventures in Slumberland’ ที่ออกฉายในปี 1989
จนกระทั่งมาถึงปีนี้ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ (Francis Lawrence) ผู้กำกับหนังผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ทั้ง ‘Constantine’ (2005), ‘I Am Legend’ (2007), ‘The Hunger Games: Catching Fire’ (2013), ‘The Hunger Games Mockingjay’ ทั้งภาค 1 (2014), ภาค 2 (2015) และร่วมกำกับบางตอนในซีรีส์ ‘See’ ซีซัน 1 (2019)
ได้เนรมิตโลกแห่งความฝันนี้ขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับการตีความใหม่ ๆ เช่น การเปลี่ยนรายละเอียดคาแรกเตอร์ 2 ตัวละครสำคัญทั้งหนูน้อยนีโม (Nemo) จากชายเป็นหญิง และเปลี่ยนตัวตลก ฟลิป (Flip) กลายเป็นจอมโจรลีลาเหลือร้ายแห่งสลัมเบอร์แลนด์แทน

‘Slumberland’ ว่าด้วยเรื่องราวของ ด.ญ.นีโม (Marlow Barkley) ลูกสาวของ ปีเตอร์ (Kyle Chandler) นักดูแลประภาคารริมทะเลผู้รักการผจญภัย วันหนึ่ง พ่อของเธอหายสาบสูญหลังล่องเรือกลางดึกอย่างกระทันหัน เธอจึงต้องถูกย้ายไปใช้ชีวิตในเมืองแบบจำยอมร่วมกับฟิลิป (Chris O’Dowd) คุณอาเจ้าของบริษัทลูกบิดประตูผู้แสนจืดชืด
แต่แล้ววันหนึ่งตอนเธอหลับ เธอได้เข้าไปยังดินแดนแห่งความฝันที่เรียกว่า สลัมเบอร์แลนด์ และได้พบกับ ฟลิป (Jason Momoa) จอมโจรที่กำลังตามหาไข่มุกที่ช่วยให้ความปรารถนาทั้งหลายเป็นจริงได้ ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องผจญภัยในโลกแห่งความฝันที่เต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่คาดคิด และ เอเจนต์กรีน (Weruche Opia) เจ้าหน้าที่จัดระเบียบความฝันที่ตามล่าจอมโจรฟลิปมานานแสนนาน
จริง ๆ ถ้าดูแค่ตัวอย่างก็คงสัมผัสได้นะครับว่า งานนี้ Netflix ไม่ได้มาเล่น ๆ แม้ว่าจะเป็น หนังแฟนตาซี ครอบครัวก็ตาม เพราะเรียกได้ว่าเฉพาะโปรดักชันและงาน CGI ก็ต้องเรียกได้ว่าทุ่มทุนและทำออกมาได้ตื่นตาตื่นใจใกล้เคียงหนังบ็อกซ์ออฟฟิศเลยแหละ ซึ่งวิชวลก็มีการอ้างอิงมาจากคอมิกต้นฉบับหลายส่วน
และแอบมีกลิ่นอายความ Weird แบบในหนังของ ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ผสมความ Realistic เข้าไป และยังแอบมี CGI ที่แอบงานหยาบนิดหน่อย แต่โดยรวมก็ถือว่าออกแบบวิชวลได้สวยงามตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย
ทั้งเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรู้สึกแปลกแยก ตัวตนอีกแบบของตัวเราที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก หรือแม้แต่การตีความสภาวะจิตในรูปแบบต่าง ๆ ออกมาเป็น Conflict ที่คอยคุกคามน้องนีโมทั้งในโลกความฝัน และโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งสารอันหนึ่งที่ผู้เขียนว่านำเสนอออกมาได้ดีก็คือ เรื่องของการทำใจยอมรับถึงการจากไป ซึ่งผู้เขียนว่าอันนี้ทรงพลัง และน่าจะเป็นประเด็นที่โดนใจคนที่เคยมีประสบการณ์ในทำนองนี้เหมือนกันจนอาจน้ำตาซึมไปเลยก็ได้ แม้ว่าการเล่าสลับโลกไป ๆ มา ๆ แบบนี้จะชวนให้เนื้อเรื่องแอบสับสนอยู่เล็ก ๆ ก็ตาม

‘Slumberland’ จริง ๆ ก็ถือว่าเป็น หนังครอบครัว แฟนตาซีที่อาจจะไม่ได้มีอะไรเกินความคาดหวังนะครับ แต่เป็นหนังที่รู้ตัวเองดีว่าจะทำให้ออกมาสนุกถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างไร เป็นหนังเด็กที่มีทั้งมุกฮา ๆ เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ แลเป็นหนังผู้ใหญ่ที่ตื่นตาตื่นใจด้วยวิชวลและ Color Grading ที่สวยสดงดงาม
เป็น หนังดราม่า น้ำดีที่เอาไว้ดูแก้เครียดก็พอไหว ไม่ว่าจะเครียดกับชีวิต หรือแม้แต่เครียดจากซีรีส์ ‘1899’ ก็ตาม (555) ก็ถือว่าดูเอาเพลินแบบได้น้ำได้เนื้อ หรือถ้าดูกับน้อง ๆ ก็เป็นหนังที่เอาไว้คอยสอนลูกให้เรียนรู้และรับมือกับความเป็นจริงของชีวิตได้ไม่เลวเลย

