คงต้องบอกว่าสมการรอคอยจริงๆ สำหรับภาพยนตร์อนิเมะจาก อนิเมะแอ็คชัน ไซไฟ สู่การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ฉลองครบรอบ 10 ปีที่จัดหนักจัดเต็มไปด้วยคุณภาพทั้งด้านเนื้อหาและโปรดักชันพร้อมด้วยผู้กำกับคนเดิม นาโอโยชิ ชิโอตานิ ที่มาเล่าเรื่องราวผ่านการใช้ระบบ AI และมนุษย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันในอนาคตอันเป็นบ่อเกิดของเหตุการณ์ลึกลับซับซ้อนที่รอคุณมาคลี่คลายไปพร้อมๆ กันบอกเลยว่างานนี้แอ็คชันสนั่นดุเดือดเมามันเกินคาด Psycho-Pass Providence เล่าเนื้อหาผ่านช่วงเดือนมกราคมปี 2118 อากาเนะสึเนะโมริเธอได้รับรายงานว่าเกิดเหตุขึ้นบนเรือโดยสารต่างชาติโดยมีการค้นพบร่างของศาสตราจารย์มิลิเชียสตรอนสกายาซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าพีซเบรกเกอร์ส
เป็นกองกำลังกึ่งทหารต่างชาติและภัยคุกคามใหม่จากภายนอก พวกเขาหมายตางานวิจัยของศาสตราจารย์ ที่คนรู้จักกันในนามของ Psycho-Pass Providence เอกสารสตรอนสกายา สู่การไขคดีที่ลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดเอาไว้เปิดฉากแอ็คชันสร้างความน่าติดตามกับสถานการณ์อันดุเดือด ด้วยการเกิดเหตุไม่คาดคิดกับศาสตราจารย์มิลิเชีย อันเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาที่มาร้อยเรียงเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนในลำดับต่อไป โดยมีการเปิดเผยตัวละครหลักออกมาในช่วงแรกแบบเกือบครบถ้วน ให้เราได้สัมผัสกับคาแรคเตอร์ของแต่ละตัวละครก่อนเข้าสู่เนื้อหาเข้มข้นมากยิ่งขึ้นสำหรับการเล่าเนื้อหาค่อนข้างไต่ระดับอารมณ์ มีการวางชั้นเชิงของทั้งตัวบทและตัวละคร ตั้งแต่การเริ่มสืบสวนสอบสวนจนเกิดความสงสัยกับบางตัวละคร และค่อย ๆ ย้อนเข้าสู่ลู่ทางปมปัญหาของตัวละคร และเอกสารสตรอนสกายาที่มาของการแย่งชิงในครั้งนี้ เพราะมันส่งผลต่อระบบซีบิล
โดยหากมีความกังวลว่าไม่เคยดูฉบับ อนิเมะ มาก่อน จะเข้าใจเนื้อหาการดำเนินเรื่องครั้งนี้ไหม เรามองว่าเข้าใจเกือบทั้งหมดเลยนะ แต่ปูมหลังของตัวละคร และการย้อนความเป็นมาของระบบซีบิลที่ใช้กันในเรื่อง จะไม่ได้มีย้อนฉากให้เราได้รื้อฟื้นหรือรับพื้นฐานของระบบเท่าไรนัก แต่แกนหลักในครั้งนี้เล่าออกมาได้ดีเลยทีเดียว ในระหว่างการสืบสวนสอบสวนเหตุที่เกิดขึ้น ตัวบทจะมีการสลับฉากและพาร์ทของตัวละครแต่ละฝั่งให้เราได้เห็นถึงความเป็นไปในสิ่งที่เขากระทำ ร่วมด้วยฉากดราม่าปวดตับ กับแอ็คชันมัน ๆ และสอดแทรกการใช้กฎหมายผดุงความยุติธรรม อีกทั้งตัวพล็อตที่มีความไซ-ไฟ ล้ำยุคด้วยการใช้ระบบ AI ในอนาคต มีความแปลกใหม่อยู่พอสมควรสำหรับตัวอนิเมะ
ถึงแม้การเล่าเรื่องทำให้น่าติดตามว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นต่อผลของการกระทำจะเป็นเช่นไร ทว่าในบางฉากกลับทำให้เนื้อหามีความไม่กระชับไปสักหน่อยด้วยบทสนทนาก็ดี หรือความสัมพันธ์ของตัวละครก็ตาม พอไม่ใช่เนื้อหาช่วงสืบสวนสอบสวน หรือฉษกแอ็คชันก็แอบชวนหาวไปนิดๆ และเมื่อบิดกลับมาตาก็ตื่นขึ้นอีกครั้งสำหรับการกลับมาในรอบ 10 ปีของอนิเมะเรื่องนี้ คือชวนติดตามเป็นอย่างมากนอกจากพล็อตและการดำเนินเรื่องแล้วโปรดักชันก็ดีเช่นเดียวกัน เป็นจุดที่เราชื่นชมได้อย่างเต็มปาก เพราะโปรดักชันคุณภาพมากฉากเปิดบนเรือท่ามกลางสายฝนและคลื่นซัดกระหน่ำ พร้อมการต่อสู้แอ็กชันของตัวละครที่เกริ่นขึ้นมา กลิ่นอายความเข้มข้นสามารถดึงดูดได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง พร้อมด้วยมุมภาพเอย การตัดต่อ การเคลื่อนไหวแอนิเมชัน ลื่นไหลอย่างลงตัว
อีกทั้งการเก็บรายละเอียดตามฉาก และการเคลื่อนไหว เรารู้สึกว่าค่อนข้างให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กน้อย อย่างฉากการขับรถบนถนน สองข้างทางหลังกระจกมีการเคลื่อนไหวผ่านไปเรื่อย ๆ หรือฉากฝนตก หิมะโปรยปรายก็หล่นลงมาเป็นสายอย่างสวยงาม ยิ่งฉากแอ็คชันคือมันระเบิด อาจมีจุดที่รู้สึกว่าไม่สมูทในการปะทะกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ตัดอรรถรสในการต่อสู้เลยพร้อมด้วยมูดแอนด์โทนของเรื่องควบคุมให้เป็นไปในทางเดียวกัน การเกลี่ยสีที่มีความหม่น ขาว เทา ดำ ฟุ้ง ๆ ไปในฉากต่าง ๆ ทั้งบน เรือ ห้องควบคุม เมืองและอาคารสถานที่ มีความกลมกล่อมในมูดเดียวกัน แต่ใช่ว่าจะมูดเดียวทั้งเรื่อง ยังมีฉากที่เข้ามาด้วยการตัดกับโทนสว่างบ้างให้ไม่อึมครึมจนเกินไป
ด้านเสียงประกอบ ยังคงอยู่ในมาตรฐานระดับโอเค เสียงดนตรีประกอบแต่ละฉากมีการเลือกใส่เข้ามาตามอารมณ์ของฉากนั้น ๆ และเสริมอรรถรสให้มีความรู้สึกร่วมมากขึ้น ฝั่งเสียงพากย์ต้นฉบับ คุณภาพการถ่ายทอดเสียงดึงอารมณ์ออกมาได้จริง ๆ แต่อาจจะมีบางตัวละครที่ไม่ได้เป็นแกนหลัก พากย์ออกมาแล้วไม่ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์สัมผัสถึงความรู้สึกตัวละครนั้นเท่าไรนัก

