ถือว่าเป็นหนังภาคต่อที่ไม่คิดว่าจะมีภาคต่อออกมาจริงๆ สำหรับหนังแอคชันบู๊ดีเดือดสไตล์ ลุงเลียม นีสัน กับหนึ่งในแคตาล็อกหนังบู๊ของลุง ที่ภาคแรกเคยออกฉายไปแบบเงียบ ๆ เมื่อช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา กระแสตอบรับอาจจะไม่ได้ดิบดีอะไรเท่านั้น แต่กลับมันส์ยะเยือก และก็ทำให้เราประหลาดใจที่ตอนนี้ภาคที่ 2 ออกมาแล้วกับ Ice Road: Vengeance เหยียบระห่ำ ฝ่านรกเยือกแข็ง: แค้นมิดไมล์ที่มิชชันครั้งนี้ย้ายมาปักหลักในเอเชีย สถานที่ที่น่าจะมีไอซ์โร้ดยะเยือกแค่ไม่กี่แห่ง
Ice Road: Vengeance เหยียบระห่ำ ฝ่านรกเยือกแข็ง: แค้นมิดไมล์ ไม่กี่ปีถัดมาหลังจากรอดตายมาจากปฏิบัติการบนถนนนรกเยือกแข็งมาได้ ไมค์ แม็คแคน ยังคงจมปลักอยู่กับความเศร้าโศกของการสูญเสีย ก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินข้ามทวีปไปยังเนปาล เพื่อนำตามคำสั่งของของน้องชายผู้ล่วงลับ ที่อยากให้นำอัฐิไปโปรยไว้ที่ยอดเขาเอเวอเรสต์ ทำให้เขากับไกด์ท้องถิ่นร่วมกันออกเดินทางไปทำตามเป้าหมาย แต่ระหว่างต้องเผชิญหน้ากับทหารรับจ้างขัดขวางเส้นทาง จากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในพื้นที่ จึงบีบบังคับให้เขาต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด รวมทั้งปกป้องผู้โดยสารบนรถเที่ยวสูยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
โจนาธาน เฮนสเลท ยังคงกลับมาสานต่อสร้าง หนังภาคต่อ เรื่องนี้ โดยที่เขายังคงกำกับและเขียนบทหนังให้อีกเหมือนเคย แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่กลายเป็นว่าภาคต่อกลายเป็นเหมือนการดาวน์เกรดตัวหนังลงไปในทุกทิศทาง แม้ว่าหนังจะยังรักษามาตรฐานงานสร้างเอาไว้ได้อย่างน่าพอใจ แต่ทุกองค์ประกอบในหนังเรื่องนี้กลับด้อยลงไปทั้งหมด จนเกือบจะกลายเป็นเหมือนนั่งดูหนังเกรดบีอย่างหลวม ๆ ที่จืดชืดและไร้ชีวิตชีวาใด ๆ ทั้งสิ้น กลายเป็นความล้มเหลวในการพยายามเดินหน้าสร้างภาคต่อออกมา
พล็อตเรื่องและจังหวะการเล่าของ หนัง เรื่องนี้เข้าสูตรหนังเกรดรองโดยแท้ เพราะดำเนินไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่มีพลังเลยสักนิด เป็นหนังเกือบสองชั่วโมงที่มีเนื้อหาแบบหนังฉายทิ้งทางทีวี ตอนบ่าย ๆ ของวันอาทิตย์ที่ไม่ได้มีใครใส่ใจที่จะตั้งใจดูเท่าไหร่ บทหนังเชยแสนเชย ดูเหมือนจะมีอะไร แต่สุดท้ายก็กลวงไปในทุกสัดส่วน ทุกคาแรกเตอร์พยายามเต็มที่แต่ก็ไร้ซึ่งมิติ ทุกอย่างถูกใส่เข้ามาแบบหลวมๆ ง่ายๆ ไร้ความคมคาย นั่นก็ทำให้ไร้การเชื่อมต่อระหว่างตัวหนังกับผู้ชมด้วย
ในแง่งานสร้างก็ถือว่าค่อนข้างลงุทนไม่น้อย เพราะหนังเรื่องนี้ยกกองถ่ายปักหลักถ่ายทำกันในเนปาล อิงโลเคชันจริง ๆ ตามท้องถิ่น ควบคู่กับการทำงานในโรงถ่ายที่ออสเตรเลีย โดยที่ยังคงได้ทีมงานผู้สร้างชุดเดิมกลับมาทำงานด้วย นั่นจึงทำให้ในพาร์ทงานออกแบบโปรดักชันยังค่อนข้างน่าพอใจดี เซ็ตติ้งฉากต่างๆ ทำออกมาได้ฟุ้งเฟ้อน่าพอใจ วิวทิวทัศน์ของหิมาลัยชวนชมดีจริงๆ (แม้ว่าจะเป็นภาพซีจีปะปนกันบ้างก็ตาม) แต่ก็นับว่าเป็นส่วนที่อัปเกรดขึ้นได้หน่อย เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับภาคแรกทำเอาไว้
“เลียม นีสัน” ที่ยังดูเอ็นจอยกับการมาออกโรงบู๊ต่อสู้ใน หนังแอคชัน ซิกเนเจอร์ของเขา แต่ก็สัมผัสได้ชัดเจนถึงความช้าและโรยรายิ่งขึ้นในภาคนี้ ทำให้ท่วงท่าลีลาต่อสู้ในภาคนี้เป็นสัดส่วนที่ลดลงไปอย่างเด่นชัน แม้ว่าลุงเลียมยังแบกรับหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้ดี แต่ลีลาง้างหมัดของเขาเริ่มเฉื่อย ๆ และท่วงท่าไม่ค่อยออกลีลาได้เหมือนเก่า ทำให้กลายเป็นจังหวะเตะต่อยที่ไม่เด็ดเหมือนก่อนอีกเสียแล้ว และทุก ๆ จังหวะก็ถูกเป็นบล็อกกิ้งที่จัดวางให้ดูลงล็อกไปหมด
การแสดงของ “ฟ่านปิงปิง” ก็ยังคงเป็นฟ่านปิงปิงนั่นแหละ เธอเข้ามาเป็นส่วนเสริมที่อาจจะไม่ได้เปล่าประกายในเสน่ห์ได้เท่าที่ควร เช่นเดียวกับ ทีมนักแสดงคนอื่นๆ อย่าง “เกรซ โอซัลลิแวน”, “ศักฌาม ฌาร์มา”, “เบอร์นาร์ด เคอร์รี่” ที่ไร้ความน่าจดจำ เพราะเนื่องจากบทหนังที่ไร้มิติและไม่สามารถสร้างความตื้นลึกหนาบางให้กับทุกคาแรกเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ก็เลยทำให้พาร์ททางการแสดงของหนังภาคต่อเรื่องนี้..จืดชืดไปหมด

