รีวิวหนัง Assassin Club ความพยายามจะตามรอยเฮียวิค แต่มันพลิกในทุกองค์ประกอบ

Assassin Club
Assassin Club

แน่นอนว่า หนังบู๊ ไม่น่าจะมีวันตายไปจากแวดวงหนังได้ง่ายๆ เพราะมันยังมีกิมมิกอะไรมากมายที่ดั้นด้นให้แตกหน่อออกผลผลิตใหม่ ๆ มาสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าวัตถุดิบที่ประสบความสำเร็จได้ดีอยู่แล้ว จะถูกหยิบนำมาปรุงแต่งใหม่เป็นหนังเรื่องใหม่ได้เวิร์กเสมอไป ก็เหมือนกับ Assassin Club หนังแอคชั่นนักฆ่าที่น่าจะอยากเจริญรอยตามความสำเร็จของเฟรนไชส์ John Wick จึงได้กล้าคิดที่จะออกมาประชัน

Assassin Club เป็นเรื่องราวของ มอร์แกน อดีตทหารหนุ่มที่กลายมาเป็นนักฆ่าอาชีพ โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำงานสุดท้ายก่อนจะถอนตัวออกจากวงการนี้ ซึ่งต้องไปจัดการเด็ดหัวนักฆ่าทั้ง 7 คนที่กระจายอยู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก แต่ระหว่างปฏิบัติการดูเหมือนเขาเองก็กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกสั่งเก็บด้วย ทำให้เขาต้องเร่งสืบหาเบื้องหลังความจริงและจัดการผู้ที่บงการเรื่องนี้ก่อนมันจะสายเกินแก้

นี่คือผลงานล่าสุดของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส “กามีย์ เดลามาร์เร” ที่เคยแจ้งเกิดมาจาก หนังแอคชั่น Brick Mansions และทำภาคต่อให้ The Transporter Refueled เมื่อหลายปีก่อน แน่นอนว่าเขายังคงเอาดีด้านการทำหนังแอคชั่นแนวทริลเลอร์ระทึกขวัญตามสไตล์ของเขา แม้ว่าผลงานชิ้นที่ผ่านมาๆ ในเครดิตของเขาจะไม่ค่อยน่าอภิรมย์ในหมู่นักวิจารณ์สักเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังไม่หมดแพสชั่นที่จะทำหนังแนวนี้ต่อไป

เช่นเดียวกันในก็ยังเข้าข่ายเป็นหนังบู๊สูตรเดิมๆ ของผู้กำกับรายนี้ ที่เราจะสัมผัสได้ถึงลายเซ็นของเขาเป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ หนังดันมาล้มเหลวสุดๆ เพราะบทหนังที่จอดตายสนิทแทบจะไม่ได้ให้ได้ผุดได้เกิดกันเลย นี่คือผลงานของ “ทอมัส ดันน์” นักเขียนผู้ที่ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีผลงานโดดเด่นเลย เขาเคยแต่เขียนหนังสั้นกับหนังเขย่าขวัญเกรดบี เมื่อมาแตะจับหนังแอคชั่นนักฆ่าเข้มข้นเรื่องนี้ ทำให้ไดดามิกต่าง ๆ ในบทหนังเรื่องแทบอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักอย่างสิ้นเชิง

ยิ่งดูแล้วก็อ่อนล้าไปเรื่อย ๆ เพราะถึงแม้ว่าหนังจะเปิดเรื่องมาได้ค่อนข้างขึงขัง แต่เป็นเพียงแต่จังหวะ 10 นาทีแรกของเรื่องเท่านั้นที่ทำให้เราหยุดสนใจ หลังจากนั้นกลายเป็นหนังที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่สะเปะสะปะอย่างอธิบายไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าหนังจะเอาดีด้านไหน จะบู๊มันส์ก็ทำไม่ถึง จะเชือดเฉือนกับบทเจรจาต่อของตัวละครก็ไม่ถึงอรรถรส กลายเป็นความจืดชืดที่ไร้รสชาติไปตลอดทั้งเรื่อง

แม้ว่าหนังจะได้วัตถุดิบที่ดีเป็นแคสติ้งนักแสดงระดับเป้ง ๆ ทั้ง “เฮนรี่ โกลดิ้ง”, “แซม นีล” หรือ “นูมิ ราเพซ” แต่บทหนังที่ไร้น้ำหนักแบบย่อยยับ ไม่สามารถช่วยขับคาแรกเตอร์และทำให้นักแสดงโดดเด่นได้เลย แม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำออกมาได้ดีแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ล้มเหลวไปอย่างน่าผิดหวัง กลายเป็นว่าแทบจะไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลย เป็นหนังเกือบ 2 ชั่วโมงที่แอบเสียเวลาไปอยู่ไม่น้อย

เอาเป็นว่าในภาพรวมแล้วนั้นถือว่าค่อนข้างล้มเหลวแทบจะในทุกๆ องค์ประกอบ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับความพยายามที่ตามรอย จอห์น วิค เลยแม้แต่น้อย เพราะหนังไม่สามารถนำไปวางเคียงกันได้เลย จุดด้อยหลักคือบทหนังที่ทำให้ทั้งเรื่องมุ่งหน้าไปสู่ความพังพินาสอย่างต่อเสียดาบ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยบทสนทนาจริงจังแบบปลอมๆ พลอยทำให้การแสดงดูปลอมตามไปด้วย และยังปลอมไปกระทั่งเปลวไฟในเตาผิง นี่คือหนังที่ได้แต่คิดแล้วคิดอีกว่าผ่านการอนุมัติให้สร้างได้อย่างไร