ถึงคิวของ หนังผีไทย อีกเรื่องในเดือนกันยายนปีนี้ ที่ถือว่าเป็นโปรเจกต์หนังที่มาเงียบ ๆ แต่กระตุ้นต่อมความน่าสนใจของคนดูได้ไม่น้อยกับของแขกThe Djinn’s Curse หนังสยองขวัญลี้ลับที่เป็นการผสมผสานปมอาถรรพ์ความเชื่อเกี่ยวกับชาวมุสลิม ที่นับว่าเป็นแนวหนังผีของไทยที่ไม่ค่อยจะเคยเห็นกันสักเท่าไหร่นัก และนั่นทำให้หนังได้เปรียบในแง่ประเด็นที่แปลกใหม่ที่น่าสนใจ
ของแขกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งที่ได้อพยพไปอยู่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะหน้าที่ทางราชการ แต่พวกเขาบังเอิญเข้าไปพัวพันกับพิธีทางไสยศาสตร์ลึกลับ ที่เรียกว่า ของแขก โดยไม่ได้ตั้งใจ ความเร้นลับ การหลอกลวงจากปิศาจจอมโกหก และภยันอันตรายต่าง ๆ ที่ครอบครัวนี้ต้องเผชิญ พวกเขาจะมีวิธีหนีพ้นออกจากไสยศาสตร์มนต์ดำในครั้งนี้หรือไม่แน่นอนว่าถ้าว่ากันตามหลักศาสนาอิสลามแล้ว ประเด็นความเชื่ออะไรทำนองนี้เข้าข่ายเป็นแนวคิดที่ผิดหลักทางศาสนาแบบเต็ม ๆ แต่หนังเรื่องนี้ก็ได้ทำการชี้แจงให้กับผู้ชมได้ทราบตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเนื้อหาทั้งหมดแล้วว่า เป็นเพียงเรื่องแต่งเพื่อความบันเทิง
และยังย้ำชัดว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตามหลักของศาสนา นับว่าเป็นเพียงการหยิบยืมเอาความเป็นศาสนามาเป็นฉากหลังเพียงเท่านั้น แต่มีจุดประสงค์ในเนื้อหาของตัวเองที่ค่อนข้างชัดเจนผลงานเรื่องนี้เป็นฝีมือของ มะนูน-เกรียงไกร มณวิจิต ที่ถือว่าเป็นนักสร้างหนังที่รู้จักและคุ้นเคยเกี่ยวกับแวดล้อมความเป็นมลายูอย่างดี เพราะเกิดและเติบโตในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ทำให้การสร้างโทนและบรรยากาศต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้สอบผ่านฉลุยเริ่ม ผู้กำกับค่อนข้างรู้จักแง่มุมและการสร้างกลิ่นอายตามคอนเซ็ปต์หนังออกมาได้ค่อนข้างน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง
แต่ปัญหาของหนังส่วนใหญ่ที่ยังต้องเผชิญก็คือบทหนัง ในเรื่อง ของแขก ก็เช่นเดียวกัน ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับบทหนังที่ยังเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมายเต็มไปหมด เอาจริง ๆ บทหนังมีอยู่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้น แม้ว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังชั่วโมงครึ่งก็ยังรู้สึกว่ายืดเยื้อเกินไปหน่อย อีกทั้งบทยังไม่สามารถสร้างความผูกพันและเสน่ห์ให้กับตัวละครแต่ละตัวได้เลยหนำซ้ำยังต้องมาผสมโรงเข้ากับจังหวะการเล่าเรื่องที่ติดๆ ขัดๆ
ไปตลอดทาง ผนวกกับลีลาการตัดต่อหนังที่อยากจะตีมือจริง ๆ พอองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกันแล้ว กลายเป็นว่า ของแขก ได้ถูกลดดีกรีลงไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยบทหนังที่ไม่ค่อยคมคายและชัดเจนสักเท่าไหร่ มาเจอการเล่าเรื่องที่อยากจะทำอะไรก็ทำ สู่การตัดต่อที่ค่อนข้างไร้อารมณ์ โดยเฉพาะการหยิบเอา Fade Out มาใช้เชื่อมฉากบ่อย ๆ ยิ่งกลายเป็นจุดที่ขัดอารมณ์สยองขวัญของคนดูไปแบบช็อตฟีลถึงแม้ว่าอย่างน้อย ๆ ทีมนักแสดงของเรื่องนี้ก็ผนึกกำลังกันอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าพวกเขาทำการแสดงระดับมืออาชีพออกมาได้เหมาะเจาะ ถึงบทจะค่อนข้างอ่อนและไร้เสน่ห์ก็ตาม แต่พวกเขาก็ช่วยยื้อและแบกตัวหนังทั้งเรื่องนี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว มันจะยังไม่ค่อยเอาอยู่เท่าไหร่ก็ตาม

