นี่ก็คือหนังนอกกระแสที่กระแสตอบรับดีมากๆ จากการเปิดตัวฉายในเทศกาลหนังซันแดนซ์ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กลายเป็นอีกหนึ่งหนังเล็กๆ ที่เจิดจรัสเปล่งประกายและเป็นที่หมายตาของคอหนังอีกเรื่อง สำหรับ Twinless รักฉันรักแฝดฉันด้วย หนังตลกดรามา ปนความขมขื่นแห่งความสัมพันธ์ที่กลืนไม่เอาคายไม่ออก ด้วยการชูประเด็นสายใยแห่งพี่น้องฝาแฝดเข้ากับความสูญเสียที่สอดแทรกไส้ในด้วยความเหงาเบอร์สิบของความสัมพันธ์ของมนุษย์โลก
Twinless รักฉันรักแฝดฉันด้วย โรมัน กับ เดนนิส ได้รู้จักในกลุ่มบำบัดและสนับสนุนพี่น้องฝาแฝด ก่อนที่พวกเขาจะกลายมาเป็นเพื่อนกันอย่างไม่ได้เชื่อ ชายหนุ่มที่ต่างมองหาการปลอบประโลมทางใจและตัวคนที่ยังปราศจากคู่ชีวิต แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาได้แน่นแฟ้นขนาดนั้น เมื่อโรมันได้พบกับมาร์ซี สาวที่เพื่อนร่วมงานของเดนนิส เธอเปี่ยมไปด้วยพลังงานดี ๆ แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่ปรากฏให้เห็น ในเมื่อสองชายหนุ่มยังต่างพากันเก็บงำความลับและความรู้สึกเอาไว้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเปิดเผยทุกอย่างออกมาได้
ผลงานการกำกับ หนัง เรื่องล่าสุดของ “เจมส์ สวีนีย์” หนุ่มนักสร้างหนังชาวอลาสก้าที่กำลังไต่เต้าเป็นดาวรุ่งในวงการ เพราะเขามีความสามารถรอบด้านจริง ๆ ที่เรื่องนี้ถือว่าเป็นงานสร้างหนังใหญ่เรื่องที่ 3 ของเขา พร้อมกับยังคงรับหน้าที่แทบจะทุกส่วน ไม่ว่าจะกำกับเอง เขียนบทหนังเอง แสดงนำเอง พ่วงด้วยตำแหน่งอำนวยการสร้างหนังของตัวเองเช่นเคย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า..ผลงานของเขายิ่งมีพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งประสบการณ์เยอะขึ้น ก็ยิ่งพรั่งพรูผ่านออกมาผลงานที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพมากขึ้นด้วย
และบัดนี้น่าจะเป็นผลงานการทำหนังเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของเจมส์ สวีนีย์ จนถึง ณ เวลานี้ เพราะดูเหมือนว่าการลงรายละเอียดและวิธีทรีเมนต์ต่าง ๆ ในตัวหนังค่อนข้างนำมาละลายและกวนส่วนผสมออกมาได้อย่างน่าพอใจ ผ่านบทหนังจากการรังสรรค์ด้วยฝีมือของเขาเอง ที่ยอมรับเลยว่านี่คือหนังตลกที่เต็มไปด้วยความขมขื่นเชิงซ้อน ที่ไม่ได้ซับซ้อนใด ๆ ที่หยิบเอาพฤติกรรมความเป็นไปได้ในโลกแห่งการเชื่อมสัมพันธ์ของมนุษย์มาใช้ได้อย่างจริงใจถ่องแท้
พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่และซับซ้อนแต่อย่างใด แต่สามารถปรุงแต่งออกมาเป็นเรื่องราว 100 นาทีที่สะกดใจผู้ชมได้เป็นอย่างดี นำพาผู้ชมถลำลึกเข้าสู่โลกของตัวละครที่ยิ่งเดินไปก็ยิ่งก้าวเข้าไปสู่ห้วงที่ลึกยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ยังปะปนเข้ากับประเด็นเชิงซ้อนในการสานสัมพันธ์ของมนุษย์ ที่บางครั้งก็ยากเกินจะเข้าใจและอธิบายได้ แต่หนังเรื่องนี้สามารถสะท้อนออกมาผ่านมุมมองต่าง ๆ จากคาแรกเตอร์ตัวละครได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ และเป็นชิ้นงานที่เสพย์ง่ายและย่อยดี
งานกำกับที่มาจากวิสัยทัศน์ของเจมส์ สวีนีย์ ก็ถือว่าพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าองค์ประกอบต่าง ๆ จะยังอยู่บนพื้นฐานของหนังอินดี้ทุนน้อยๆ ทั่วไป แต่รายละเอียดต่างๆ ค่อนข้างลื่นไหลและกลมกล่อมไปตลอดทั้งเรื่อง จังหวะการร้อยเรียงตัดต่อออกมาเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่กำลังเหมาะเจาะพอดี มุมภาพมุมกล้อง รวมทั้งการจัดแสงและเกรดสีก็ทำได้ใช้ได้ โปรดักชันดีไซน์ก็ใส่เข้ามาอย่างสร้างสรรค์ที่ลงตัวตามวิถีคนทำหนังเจนวายกับเจนซีโคจรมาร่วมงานกัน
นั่นจึงทำให้พาร์ทการแสดงเป็นจุดที่มาส่งเสริมตัวหนังเรื่องนี้ให้ลื่นไหลไปได้เป็นอย่างดี ไม่ต่างกับช่วยยกระดับขึ้นเป็นกอง “ดีแลน โอไบรอัน” มาช่วยทำให้หนังเรื่องนี้เปล่งประกายระยิบระยับ ถึงแม้ว่าจะต้องแบกรับหนังด้วยการสวมบทบาทเป็น 2 คาแรกเตอร์ฝาแฝด แต่บอกเลยว่าเขารับมือและทำออกมาได้ระดับมืออาชีพจริงๆ การตีความและถ่ายทอดอารมณ์ค่อนข้างบียอนด์เกินกว่าที่จะเป็นหนังอินดี้ด้วยซ้ำ นั่นกลายเป็นจุดที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

