รีวิว Joy – The Birth of IVF จุดกำเนิดของวิทยาศาสตร์แห่งความสุขใจ

Joy
Joy

ถ้าคุณชื่นชอบการ ดูหนัง ที่ได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์กับเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ เชื่อว่าคุณก็อาจจะต้องเพลินใจไปกับหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะนี่คือ Joy – The Birth of IVF หนังดรามาที่เป็นไปด้วยความทุ่มเทและความหวังใจทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กับการร้อยเรียงถึงตำนานสารตั้งต้นของความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในวงการแพทย์ของโลกที่ต้องจารึกไว้

Joy – The Birth of IVF ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงในการติดตามวิถีและแนวคิดของ 3 นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่พยายามบุกเบิกในการคิดค้นและสร้างเด็กหลอดแก้ว ท่ามกลางการต่อต้านของประชาคมและคริสตจักร พวกเขาได้ร่วมกันพัฒนาคิดค้นด้วยเวลานับทศวรรษ กลายออกมาเป็นความสำเร็จที่ให้กำเนิด หลุยส์ จอย บราวน์ เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ที่นำมาซึ่งความสุขและความปลาบปลื้มใจครั้งสำคัญที่เปลี่ยนโฉมวงการวิทยาศาสตร์ไปอีกขั้น

ผลงานการกำกับ หนังใหญ่ ที่เป็นหนังใหญ่แบบจริง ๆ ของผู้กำกับหนุ่มชาวอังกฤษ “เบน เทย์เลอร์” ที่ได้รับหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ในงานสร้างที่ค่อนข้างใหญ่พอตัว เบนถือว่าเป็นนักสร้างที่มีประสบการณ์กำกับซีรีส์และหนังทางทีวีของอังกฤษมาหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือซีรีส์ดัง Sex Education ที่กลายเป็นว่าเขาได้นำเอาประสบการณ์ที่สั่งสมมา ถ่ายทอดออกมาได้ดีตามมาตรฐานและคุณภาพที่ควรจะเป็น

ถือว่าได้ทีมนักเขียนบทชั้นนำจากอังกฤษมาช่วยระดมการปั้นสตอรี่นี้ นำโดย “แจ็ค ธอร์น” จาก Enola Holmes ทั้ง 2 ภาค ที่ทำให้ร้อยเรียงแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่อาจจะไม่ได้มีจุดโดดเด่นอะไรมากนัก แต่ก็ไม่ได้พบจุดด้อยที่ย่ำแย่ใด ๆ ด้วยความที่ประเด็นและโจทย์ของหนังเต็มไปด้วยความทรงพลังที่ยิ่งใหญ่อยู่ตัวเองแล้ว เมื่อนำมาขยี้ออกมาเป็นสไตล์หนังดรามาแบบอังกฤษ ก็จะมีกลิ่นอายดี ๆ ของหนังสร้างแรงบันดาลใจทั่วไปที่ควรจะมี

ในแง่องค์ประกอบงานสร้างก็ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานทั่วไปของหนังสไตล์นี้ของอังกฤษ โปรดักชันจัดได้ว่าดีใช้ได้ อบอวลไปด้วยความเป็นบริติชไปหมด แต่ก็ใส่เสน่ห์ความเป็นวิทยาศาสตร์เข้าไปเป็นกิมมิกในจังหวะที่กำลังเหมาะเจาะพอดี หนังค่อนข้างให้ความสำคัญกับการใส่ใจรายละเอียดของเครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมือการวิจัยทางวิทยาศาตร์ ออกมาเป็นหนังเชิงวิชาการไปมากกว่าฟิคชั่นนิดหน่อย

ขณะที่ไฮไลต์ที่น่าสนใจของที่นอกจากเนื้อหาที่ทรงพลังแล้ว ก็คือทีมนักแสดงนำทั้ง 3 คน “โธมาซิน แมคเคนซี” ก้าวขึ้นมารับบทนำและแบกรับหนังเรื่องนี้ด้วยร่างน้อย ๆ ของเธอ นับว่าเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่มาช่วยพิสูจน์ทักษะการแสดงของเธอ ในบทที่เธออาจจะยังไม่ค่อยคุ้นชินกับแนวนี้เท่าไหร่ แต่ก็นับว่าเธอทำได้ดี แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าบทหนังค่อนข้างส่งเสริมคาแรกเตอร์นี้ด้วยดี

และยังมี “เจมส์ นอร์ตัน” กับ “บิล ไนฮีย์” ดารายอดฝีมือจากฝั่งอังกฤษ ที่มาช่วยซัพพอร์ตด้วยการแสดงแบบสบาย ๆ แต่ทรงพลังของพวกเขา ที่เป็นส่วนเติมเต็มที่ช่วยประคับประคองตัวหนังไปข้างหน้าอย่างมีแรงขับเคลื่อน ถึงแม้ว่ามิติบทบาทของพวกเขาอาจจะมีไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็ทำออกมาได้น่าพึงพอใจดี และกลายเป็นว่าพาร์ทการแสดงเข้ามาช่วยหนังเรื่องนี้ได้ในทิศทางที่ดีทีเดียว

อาจจะค่อนข้างเป็นหนังดรามาเชิงวิชาการ ที่สร้างมาเพื่อตีแผ่และสดุดีความสำเร็จในวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่สำคัญของโลก เนื้อหาและการเล่าเรื่องของหนังอาจจะไม่จัดจ้านอะไร แต่อย่างน้อย ๆ ก็มีพลังที่หนักแน่นด้วยดี กลายเป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจและมอบพลังดี ๆ ที่ดูได้เพลินใจในระดับหนึ่ง อาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ส่งมอบฟีลดี ๆ ถึงคนดูได้ตลอดเกือบ 2 ชั่วโมงเลย