Hellboy เฮลล์บอย ฮีโร่พันธุ์นรก

เฮลล์บอย ฮีโร่พันธุ์นรก

เฮลล์บอย ฮีโร่พันธุ์นรก เมื่อ “อสูรจากนรก” กลายเป็นปราการด่านสุดท้ายของมนุษยชาติในโลกของซูเปอร์ฮีโร่ที่เต็มไปด้วยชายหนุ่มรูปงามสวมชุดรัดรูป หรือเศรษฐีพันล้านในชุดเกราะไฮเทค ยังมีฮีโร่คนหนึ่งที่แหกทุกกฎเกณฑ์ เขาตัวสีแดงฉาน มีเขาสั้นกุด ผิวหนังหนาเหมือนหิน และมีมือขวาที่เป็นกำปั้นยักษ์ ใช่ครับเรากำลังพูดถึง Hellboy (เฮลล์บอย) ฮีโร่พันธุ์นรกผู้ที่เกิดมาเพื่อทำลายโลก แต่ดันเลือกที่จะ “ปกป้องโลก” แทน

  • ผู้สร้าง/สตูดิโอ: ผลงานจากจินตนาการของ Mike Mignola (ผู้เขียนคอมิก) และถูกเนรมิตขึ้นจอเงินโดยสตูดิโออย่าง Columbia Pictures และ Universal Pictures
  • ผู้กำกับระดับตำนาน: Guillermo del Toro (ผู้กำกับดีกรีออสการ์ที่ทำให้ Hellboy ภาค 1 และ 2 กลายเป็นหนังในดวงใจตลอดกาล)
  • นำแสดงโดย: Ron Perlman (เวอร์ชันดั้งเดิมที่ได้รับคำชมว่าถอดแบบมาจากหนังสือเป๊ะที่สุด)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพนาซีที่กำลังเข้าตาจนได้พยายามทำพิธีไสยศาสตร์มืดเพื่ออัญเชิญ “อสูร” จากขุมนรกมาช่วยรบ แต่พิธีกลับถูกขัดขวางโดยกองทัพพันธมิตร สิ่งที่หลงเหลือจากเหตุการณ์นั้นไม่ใช่ปีศาจยักษ์ที่น่ากลัว แต่เป็น “เด็กชายตัวน้อยที่มีผิวสีแดงและมือขวาเป็นหิน”

เขาถูกเลี้ยงดูโดย ศาสตราจารย์บรูม (Broom) และเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของหน่วย B.P.R.D. (Bureau for Paranormal Research and Defense) หรือหน่วยวิจัยและป้องกันสิ่งเหนือธรรมชาติ เฮลล์บอยกลายเป็นเจ้าหน้าที่มือหนึ่งที่ต้องคอยจัดการกับเหล่าสัตว์ประหลาด แวมไพร์ และพ่อมดร้ายที่พยายามจะยึดครองโลก โดยมีเพื่อนร่วมทีมสุดแปลกอย่าง อาเบะ (Abe Sapien) มนุษย์พรายที่มีพลังจิต และ ลิซ (Liz Sherman) หญิงสาวผู้ควบคุมไฟ


เฮลล์บอย ฮีโร่พันธุ์นรก

1. งานดีไซน์ “สัตว์ประหลาด” ที่สวยงามและสยองขวัญ

จุดเด่นที่สุดของ Hellboy คือการเนรมิตโลกของสิ่งเหนือธรรมชาติออกมาได้ดู “มีชีวิต” จริงๆ ภายใต้การกำกับของ Guillermo del Toro เราจะได้เห็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ได้มีแค่ซีจีหลอกตา แต่เป็นการแต่งหน้าเอฟเฟกต์ (Prosthetic Makeup) ที่ละเอียดจนน่าทึ่ง ทุกตัวละครมีปูมหลัง มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น และดูขลังอย่างบอกไม่ถูก

2. ฮีโร่สาย “Anti-Hero” ที่เข้าถึงง่าย

เฮลล์บอยไม่ใช่คนดีศรีสังคม เขาชอบดื่มเบียร์ สูบซิการ์ ขี้บ่น และมักจะมีปัญหากับพ่อบุญธรรมเสมอ ความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในร่างอสูรนี่แหละครับที่เป็นเสน่ห์ เพราะเขามีความรัก ความเหงา และความสับสนในตัวเองว่า “จริงๆ แล้วเขาเป็นใครกันแน่?” ระหว่างชะตากรรมที่ต้องเป็นผู้ทำลายโลก หรือการเป็นผู้พิทักษ์มนุษย์ที่หวาดกลัวเขา


มือขวาแห่งชะตากรรม (Right Hand of Doom)

อาวุธคู่ใจของเฮลล์บอยไม่ใช่ดาบหรือปืน แต่คือ “กำปั้นหิน” ขนาดมหึมาที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด มันไม่ใช่แค่เครื่องมือในการต่อยหนัก แต่มันคือ “กุญแจ” สำคัญที่จะเปิดประตูนรกเพื่ออัญเชิญวันสิ้นโลก หนังทำหน้าที่ได้ดีมากในการแสดงให้เห็นว่าเฮลล์บอยต้องแบกรับน้ำหนักของมือนี้ ทั้งในแง่ของพละกำลังและในแง่ของภาระทางใจ

เคมีที่ลงตัวของทีม B.P.R.D.

ความสนุกของหนังไม่ได้อยู่ที่เฮลล์บอยคนเดียว แต่คือการทำงานเป็นทีมของเหล่า “คนนอก” สังคม ทั้งอาเบะที่เป็นมนุษย์ปลาผู้แสนสุภาพและรอบรู้ หรือลิซที่หวาดกลัวพลังของตัวเอง การรวมตัวของคนประหลาดที่พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เราเอาใจช่วยพวกเขาจนจบเรื่อง

ตลกหน้าตายท่ามกลางเปลวไฟ

แม้จะเป็นหนังแอ็กชันแฟนตาซีที่ดูดาร์ก แต่ Hellboy กลับแทรกมุกตลกหน้าตาย (Deadpan Humor) ได้อย่างถูกจังหวะ ความกวนประสาทของเฮลล์บอยที่มักจะบ่นเรื่องรองเท้า หรือเรื่องทรงผมในขณะที่กำลังสู้กับอสูรกายยักษ์ ช่วยเบรกความเครียดและทำให้หนังดูสนุก เพลินตา และไม่หนักจนเกินไป


Hellboy คือตัวแทนของหนังฮีโร่ที่มี “หัวใจ” มันไม่ใช่แค่เรื่องของการต่อสู้เพื่อกู้โลก แต่มันคือเรื่องของการพิสูจน์ตัวเองว่า “ตัวตนของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่มา แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือกจะเป็น”

หากคุณเบื่อหนังฮีโร่ตามสูตรสำเร็จ และอยากสัมผัสบรรยากาศความลึกลับของตำนานพื้นบ้าน โลกของเวทมนตร์ และฉากแอ็กชันดิบๆ ที่ซ่อนความอบอุ่นเอาไว้ Hellboy คือคำตอบที่ใช่ที่สุดครับ โดยเฉพาะภาค The Golden Army ที่งานภาพอลังการจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหนังเรื่องไหนเลียนแบบได้

สรุปคะแนน: 9/10 (สำหรับเวอร์ชัน Del Toro) เป็นหนังขึ้นหิ้งที่สายแฟนตาซีห้ามพลาด!