The Orbital Children เด็กอวกาศ ผลงานอนิเมะทุนสูงจาก Netflix Original ได้ผู้กำกับมือโปรด้าน แอนิเมชั่น มิซึโอะอิโซะที่ผ่านแนวไซไฟอวกาศมาหลายเรื่องเช่น Cowboy Bepop, Ghost in Shell, Mobile Suit Gundam และ Neon genesis Evagelion มาเป็นผู้กำกับและเขียนบทให้กับเรื่องนี้ซึ่งภายในซีรีส์เรื่องนี้มีกลิ่นอายของความเป็นกันดั้มและเนื้อหาที่ลึกซึ้งชวนเข้าใจยากที่เป็นเสน่ห์ของเอวาเกเลี่ยนผู้ชมที่เคยดูทั้งสองเรื่องนี้บอกเลยว่าไม่ควรมองข้ามเนื้อหาภายในเรื่องเป็นอย่างยิ่ง
ในปี 2045 ยุคแห่งอนาคตเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ไปไกลเหนือกว่าที่จะจินตนาการได้การสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ สถานี อวกาศสุดอลังการ เรื่องราว The Orbital Children ของเด็กหนุ่มและสาวน้อยผู้ที่เกิดบนดวงจันทร์ที่ถูกปลูกถ่ายอิมแพลนต์เข้าสู่ร่างกาย และกลุ่มเด็กผู้ถูกรับเลือกเข้าสู่สถานีอวกาศจากโครงการ Deegle พวกเขากำลังเผชิญกับวิกฤตดาวหางพุ่งชนสถานีไร้ซึ่งที่หนีไร้คนช่วยพวกเขาจะเอาชีวิตรอดกันเช่นไร นอกจากนี้ดาวหางยังมีความเกี่ยวข้องผู้ก่อการร้ายจอห์น โดผู้ที่ทำตามความประสงค์ของ บทกวีแห่งเซเว่น เรื่องจะพาผู้ชมไปสู่โลกแห่งอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้าที่มนุษย์สามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ตนเองได้แล้ว
โลกที่ใครก็สามารถไปอวกาศได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ตัวเรื่องจะพาเราไปรู้จักกับ โทยะ เด็กหนุ่มที่เกิดขึ้นบนดวงจันทร์ ผู้ซึ่งเชื่อว่าเอไอจะพาไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น และ ไทโย สายสืบจากยูเอ็นทู ผู้เชื่อว่าเอไอจะพามนุษย์สู่จุดจบ พวกเขาทั้งสองมีเป้าหมายที่ต่างกันจึงทำให้ช่วงแรกเป็นการถกเถียงกันระหว่างเด็กสองคนที่มีความเชื่อต่างกัน ซึ่งถ้าใครดูแล้วจะบอกได้เลยว่า นี้มัน อามูโร่ กับ ชาร์ ชัด ๆ ที่คอยซัดกันไปมาจนเหมือนจะเป็นพ้อยหลักของเรื่อง แต่มันไม่ใช่ นี้เป็นซีรีส์ปรัชญาชีวิตกับปัญญาประดิษฐ์ ที่มีธีมเสริมเป็นการเอาชีวิตรอดบนสถานีอวกาศ
ในช่วงต้นของเรื่องก็เหมือนหนังเอาชีวิตรอดธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง มีการหยอดปมเรื่อย ๆ อย่าง เซเว่นคืออะไร? ทำไมโทยะถึงเกลียดโลก? และมีการโชว์เทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ ในการเอาชีวิตรอด ยกตัวอย่างเช่น เสื้อคุมโอนิโคล่สุดไฮเทคที่มีออกซิเจนอยู่ภายในเสื้อ และสามารถเดินออกนอกอวกาศได้ (ล้อเสื้อ Uniqlo) การใช้มือเป็นเครื่องมือสื่อสารหรือโทรศัพท์ได้ ซึ่งมีความเป็นมินิมอลมาก เมื่อนำประกอบกับเหตุการณ์อากาศรั่วเข้าภายในยาน และบอกค่าความดันและความกดอากาศ ทำให้ดูมีความสมจริงมาก จึงรู้เลยว่าผู้สร้างต้องไปศึกษาพวกนี้มาอย่างดี
ถึงแม้จะมีเกินจริงไปบ้างอย่างเช่น เสียงที่ได้ยินในอวกาศ โดยปกติแล้วในอวกาศจะไม่มีตัวกลางทำให้เสียงผ่านได้ แต่เรื่องนี้กลับมี อาจจะให้ผู้ชมมีอารมณ์จากเสียง นอกจากนี้มันก็มีฉากฮาๆ ขำๆ ให้เห็นเยอะในช่วงแรก ดูแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายดี และอยากดูต่อพอเข้าสู่กลางเรื่อง การเอาชีวิตรอดเริ่มเป็นเรื่องรอง และเน้นชีวประวัติของเหล่าตัวละครมากขึ้นเริ่ม เช่น เหตุผลที่ โทยะ เกลียดโลกมาก และต้องการที่จะอยู่บนอวกาศตลอดไป เมื่อซีรีส์เฉลยออกมา จะทำให้ผู้ชมเข้าใจตัวเอกมากขึ้น และเห็นใจตัวละครเหล่านี้
ซึ่งนอกจากนี้จะมีฉากตลก ชิวๆ ทำให้โทนหนังที่ดูมีความสบายๆ ไม่เครียดเหมือนซีรีส์เอาชีวิตรอดเรื่องอื่นๆ เราจะได้เห็นความตลกที่คิดแบบเด็กๆ โดยเฉพาะ มินะ สาวน้อยทูบเบอร์อวกาศ (ล้อเลียน Youtube) ที่มีผู้ติดตามหลักแสน เป็นตัวละครที่น่ารำคาญและแสบที่สุดในเรื่อง เพราะเธอพูดไม่ดูสถานการณ์ จึงทำให้เป็นตัวละครที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในกลุ่ม และผู้ชมก็เกลียดน่าจะเยอะที่สุดอีกด้วย แต่ยังดีที่ผู้สร้างยังหาทางลงที่ดีให้สำหรับเธอได้ ทำให้ผู้ชมอาจจะลดความเกลียดไปบ้าง ก่อนที่เนื้อหาหนัก ๆ จะเข้ามาในช่วงสุดท้าย

