ออฟฟิศป่วนชวนหัว

ออฟฟิศป่วนชวนหัว

ออฟฟิศป่วนชวนหัว ซีรีส์ตลกหน้านิ่งที่ “สู้ชีวิต” แต่โดน “ชีวิตสู้กลับ” จนกลายเป็นตำนานเคยไหม? ที่ต้องนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศที่มีหัวหน้าสุดเพี้ยน เพื่อนร่วมงานสุดโต่ง และเหตุการณ์วายป่วงที่ทำให้เราอยากจะกุมขมับวันละหลายรอบ… ถ้าคุณเคยสัมผัสความรู้สึกนี้ ยินดีด้วยครับ คุณคือกลุ่มเป้าหมายที่จะ “อิน” ไปกับ ซีรีส์แนว Mockumentary (สารคดีปลอม) ที่กลายเป็นวัฒนธรรมป๊อปของคนทำงานทั่วโลก

  • ผู้สร้าง: Greg Daniels (ดัดแปลงจากเวอร์ชันอังกฤษของ Ricky Gervais และ Stephen Merchant)
  • สตูดิโอ: NBC Universal / Deedle-Dee Productions
  • จำนวนซีซัน: 9 ซีซัน (จบสมบูรณ์)
  • นักแสดงนำ: Steve Carell, John Krasinski, Jenna Fischer, Rainn Wilson

เรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืองสแครนตัน รัฐเพนซิลเวเนีย ณ บริษัทขายกระดาษเล็กๆ ที่ชื่อว่า Dunder Mifflin โดยมีกล้องสารคดีตามติดชีวิตการทำงานของพนักงานกลุ่มหนึ่ง นำทีมโดย ไมเคิล สก็อตต์ (Michael Scott) ผู้จัดการสาขาที่คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าที่เจ๋งที่สุด ตลกที่สุด และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของลูกน้อง (แต่ในความเป็นจริงคือ… ตรงกันข้ามเกือบหมด!)

ในแต่ละตอนเราจะได้เห็นการใช้ชีวิตในออฟฟิศที่ดูเหมือนจะน่าเบื่อ แต่กลับเต็มไปด้วยสถานการณ์สุดกระอักกระอ่วน ทั้งการประชุมที่ออกทะเลไปไกล การแกล้งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางกองปึกกระดาษ


ออฟฟิศป่วนชวนหัว

1. ความตลกแบบ “Cringe Comedy” (ตลกแบบอยากมุดดินหนี)

เสน่ห์อันดับหนึ่งของเรื่องนี้คือความ “กระอักกระอ่วน” ครับ หลายมุกไม่ได้ทำให้คุณหัวเราะก๊ากทันที แต่จะทำให้คุณรู้สึก “หืม… กล้าทำไปได้ยังไง!” โดยเฉพาะมุกของไมเคิล สก็อตต์ ที่มักจะพูดอะไรผิดที่ผิดทางเสมอ ความตลกแบบหน้านิ่งและการหันมามองกล้องของตัวละคร คือซิกเนเจอร์ที่หาจากเรื่องอื่นไม่ได้

2. เคมีของตัวละครที่ “เป๊ะ” ทุกระเบียบนิ้ว

ตั้งแต่ จิม (Jim) หนุ่มจอมแกล้งที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์, แพม (Pam) พนักงานต้อนรับผู้อ่อนหวาน, ไปจนถึง ดไวท์ (Dwight) พนักงานขายจอมเพี้ยนที่บ้าอำนาจและกฎระเบียบ ตัวละครทุกตัวมีพัฒนาการที่ชัดเจน จนทำให้เรารู้สึกเหมือนพวกเขาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” จริงๆ ของเรา

3. ความสมจริงในความไม่สมจริง

แม้สถานการณ์จะดูเพี้ยนแค่ไหน แต่มันตั้งอยู่บนพื้นฐานออฟฟิศจริงๆ เช่น ปัญหาเรื่องแอร์ไม่เย็น, การประเมินผลงานที่น่าเบื่อ หรือเพื่อนร่วมงานที่ชอบเอาเปรียบ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนวัยทำงานเข้าถึง (Relate) ได้ง่ายมาก


เทคนิค Mockumentary: การทำลายกำแพงที่สี่

การที่ตัวละครสามารถ “หันมามองกล้อง” หรือ “ให้สัมภาษณ์เดี่ยว” ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของออฟฟิศนั้นจริงๆ การถอนหายใจใส่กล้องของจิมเพียงครั้งเดียว บางครั้งสื่อความหมายได้ดีกว่าบทพูดหน้านึงเสียอีกครับ

Jim vs Dwight: สงครามประสาทที่ฮาที่สุดในประวัติศาสตร์

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือการที่จิมสรรหาวิธีประหลาดๆ มาแกล้งดไวท์ ไม่ว่าจะเป็นการเอาอุปกรณ์สำนักงานไปแช่ในเยลลี่ หรือการจ้างนักแสดงหน้าเหมือนมาปลอมตัวเป็นตัวเอง สงครามเล็กๆ นี้เป็นสีสันที่ทำให้เราต้องรอดูว่า “วันนี้ดไวท์จะโดนอะไรอีก?”

หัวใจสำคัญคือ “ความอบอุ่น”

ภายใต้ความตลกบ้าบอ The Office มีพล็อตเรื่องที่อบอุ่นใจมาก โดยเฉพาะเส้นเรื่องความรักของจิมและแพมที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในคู่รักที่ดีที่สุดในโลกซีรีส์ มันแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางงานที่น่าเบื่อ ถ้าเรามี “ใครสักคน” ที่เข้าใจเรา ออฟฟิศนั้นก็กลายเป็นที่ที่ดีที่สุดได้


หลายคนที่เริ่มดูซีซัน 1 อาจจะรู้สึกว่า “มันตลกตรงไหน?” หรือ “ไมเคิลน่ารำคาญจัง” แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าคุณผ่านช่วงแรกไปได้ คุณจะตกหลุมรักตัวละครเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น จากความรำคาญจะกลายเป็นความเอ็นดู และเมื่อถึงตอนจบของซีซัน 9 คุณอาจจะต้องปาดน้ำตาเพราะไม่อยากบอกลาพนักงานบริษัทกระดาษแห่งนี้เลย

คะแนนรีวิว: 10/10 (ระดับขึ้นหิ้ง Masterpiece)