รีวิวหนังเรื่อง Fury (2014)

รีวิวหนังเรื่อง Fury (2014)

Fury (2014) คือภาพยนตร์สงครามที่พาเราเข้าไปนั่งอยู่ในรถถังคันหนึ่งท่ามกลางความตายและความโกลาหลของสมรภูมิปลายสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สิ่งที่มันเล่า ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรบ มันลงลึกไปถึงความเป็นมนุษย์ ความเปราะบาง และความโหดร้ายที่บีบให้คนกลายเป็นสัตว์หรือกลายเป็นวีรบุรุษ ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

เรื่องราวหมุนรอบรถถังเชอร์แมนคันหนึ่งชื่อ “Fury” และลูกเรือทั้งห้า นายทหารที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน นำโดย “ดอน ‘วอร์แดดดี้’ โคลลิเออร์” แสดงโดย แบรด พิตต์ นายทหารที่ไม่ใช่แค่หัวหน้าหน่วย แต่เป็นเสาหลักทางจิตใจของทุกคนภายในห้องเหล็กแคบ ๆ ที่พวกเขาเรียกว่า ‘บ้าน’ หนังค่อย ๆ แกะเปลือกของแต่ละคนออก ทีละเลเยอร์ ไม่ใช่ด้วยบทพูดยืดยาว แต่ด้วยสถานการณ์บีบคั้น การตัดสินใจในเสี้ยววินาที และความรู้สึกอันดิบเถื่อนที่อัดแน่นในทุกฉากการต่อสู้

ทุกครั้งที่รถถังเคลื่อนตัวผ่านถนนโคลนเลอะ หรือเข้าไปในหมู่บ้านเยอรมันที่ถูกไฟเผาทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่าน เราจะรู้สึกเหมือนกลิ่นเขม่ายังลอยอยู่ในอากาศ ความเงียบก่อนศึกและเสียงคำรามของกระสุนใหญ่ที่พุ่งผ่านจอแทบจะทำให้หัวใจหยุดเต้น ภาพของสงครามใน Fury ไม่ได้ถูกแต่งให้ดูเท่หรือมีเกียรติ แต่เต็มไปด้วยความเลอะ ความสกปรก และน้ำตา มันเป็นสงครามในมุมของทหารราบที่ต้องลากชีวิตอยู่กับการฆ่าเพื่ออยู่รอด ไม่ใช่เพื่อคำว่าฮีโร่

Don “Wardaddy” Collier (Brad Pitt, centered) and his men Boyd Swan (Shia LaBeouf), Norman Ellison (Logan Lerman), Trini Garcia (Michael Peña) and Grady Travis (Jon Bernthal) in Columbia Pictures’ FURY.

สิ่งที่โดดเด่นในเรื่องคือการนำเสนอ “ความสัมพันธ์” ภายในรถถังที่เต็มไปด้วยบุคลิกที่ต่างกันสุดขั้ว โดยเฉพาะเมื่อมีสมาชิกใหม่อย่าง “นอร์แมน” เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยผ่านสนามรบถูกส่งเข้ามาแทนมือปืนที่ตาย ความไร้เดียงสาของเขาคือกระจกสะท้อนว่า “ไม่มีใครพร้อมจะฆ่า จนกระทั่งโลกบังคับให้ทำ” และระหว่างที่เขาค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านกลายเป็นคนที่สงครามต้องการ ผู้ชมจะรู้สึกได้ถึงแรงเสียดทานในใจที่เจ็บลึก

หนังไม่ได้มีเนื้อเรื่องที่หวือหวาหรือหักมุม แต่ใช้ความเรียบง่ายเป็นอาวุธ มันยิงความจริงใส่หน้าเราทีละนัด ความหวังที่เลือนลาง ความกลัวที่คืบคลาน และคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า “มนุษย์ควรเป็นอย่างไรในเวลาที่โลกไร้ความปรานี?” จังหวะสุดท้ายของหนังที่ Fury ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูนับร้อยเพียงลำพัง เป็นทั้งฉากแอ็กชันที่บีบหัวใจ และฉากโศกนาฏกรรมที่ทำให้คนดูแทบลืมหายใจ เพราะแม้จะรู้ว่าโอกาสรอดไม่มี แต่พวกเขายังเลือกจะยืนหยัดอยู่ที่นั่น

จึงไม่ใช่แค่ หนังสงคราม แต่มันคือหนังที่เปิดเผยแผลในใจของทหารที่ถูกสงครามฉีกให้แหลกและยังต้องยืนอยู่ให้ได้ มันหนัก อึดอัด แต่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ และท้ายที่สุด มันฝากความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจคนดูความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำว่า “ดี” หรือ “สนุก” แต่เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า “จริง”