รีวิวหนัง “The Assessment ชีวิตลิขิตไม่ได้” เชิญร่วมบททดสอบอันร้อน..ยะเยือกแห่งครอบครัว

The Assessment ชีวิตลิขิตไม่ได้

นี่คงจะเป็นหนังที่ไม่ได้กระตุ้นความอยากดูสักเท่าไหร่เมื่อครั้งที่ได้เห็นทีเซอร์ตัวอย่างหนังเล่นอยูู่เพราะมันดูจะค่อนข้างเป็นหนังไซไฟแห่งโลกดิสโทเปียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าจะมึนงงไม่น้อยจนพยายามสร้างกำแพงมาเป็นเกราะป้องกันเอาไว้ก่อน นี่ก็คือ ชีวิตลิขิตไม่ได้ คือบททดสสอบครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตตามชื่อเรื่องที่ผลลัพธ์ของมันได้เปลี่ยนความคิดจากแนวคิดแรกที่มีต่อหนังไปทั้งหมดเรื่องราวในอนาคตอันใกล้การเป็นพ่อแม่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมีอากับอาร์ยันคู่รักที่ต้องเผชิญการประเมินเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติในการมีลูกเป็นเวลา7วันโดยที่มีเวอร์จิเนียเจ้าหน้าที่สาวเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ในบ้านของพวกเขาชั่วคราวแต่มันกลับกลายเป็นฝันร้ายทางจิตใจที่ทำให้พวกเขาตั้งคำถามถึงรากฐานของสังคมและความหมายของการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง

แน่นอนว่า The Assessment เรื่องนี้จัดเป็นหนังอินดี้นอกกระแสที่สอดแทรกประเด็นเสียดสีสังคมได้อย่างลงตัวไม่เบานี่เป็นฝีมือการเขียนบทของคุณและคุณนายโธมัสโปรดิวเซอร์หนังที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการกับจอห์นดอนเนลลีย์กลั่นกรองออกมาเป็นหนังดรามาไซไฟที่เต็มไปด้วยพลังและชั้นเชิงแห่งจิตวิทยาครอบครัวที่เหมือนจะซับซ้อน แต่กลับบริโภคและย่อยได้ง่ายกว่าที่คิดองค์ประกอบของบทหนังค่อนข้างเต็มไปด้วยลูกเล่นที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงเป็นการวางรากฐานเหมือนกับคุณพ่อคุณแม่ที่ปัญหาในการมีลูกเพื่อหวังจะมีทายาทสักครั้งด้วยการผ่านบททดสอบเสมือนจริงโดยวิธีการร้อยเรียงและเล่าเรื่องของหนังได้เชิญชวนให้ผู้ชมสัมผัสถึงการทดสอบที่ค่อยกระตุ้นภาวะทางอารมณ์และสภาพจิตใจของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งทีละน้อย กลายเป็นบทที่หนังเต็มไปด้วยมิติอย่างขาดไม่ถึงและทำให้กระจ่างชัดแบบไม่ต้องตะแคงคอดู

อีกทั้งนี่ยังเป็นผลงานสร้างหนังใหญ่เรื่องแรกของผู้กำกับสาวไฟแรงเฟลอร์ฟอร์จูนที่มีประสบการณ์สร้างหนังสั้นและมิวสิควิดีโอดังมาหลายปีวิสัยทัศน์ของเธอค่อนข้างถูกนำมาร้อยเรียงผ่านการกำกับที่ละเมียดละไมในการรังสรรค์สังคมในโลกดิสโทเปียที่เต็มไปด้วยความย้อนแยงหลายด้านได้อย่างคมคายวิถีงานกำกับของเธอสะท้อนผ่านผลงานออกมาได้อย่างสวยงามหนังเต็มไปด้วยลูกเล่นและเทคนิคที่ล้วนแต่หยิบเอามาจากประสบการณ์การสร้างงานของเธอที่ผ่านมาทำให้เห็นงานแบบในมิวสิควิดีโอที่ทะเยอทะยานเข้ามาปะปนในองค์ประกอบการเล่าเรื่องด้วยโดยที่งานโปรดักชันดีไซน์ก็ค่อนข้างตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อยเป็นหนังทุนต่ำที่ออกมาเป็นผลผลิตที่ชวนประทับใจกว่าที่คิด

ถึงแม้ว่าใน หนัง จะค่อนข้างใช้ลูกเล่นการจัดแสงที่มืดหม่นและหมองมัวไปสักหน่อยแต่ก็นับว่าเป็นลูกเล่นที่ช่วยสะท้อนแนวคิดของตัวละครได้อย่างมีนัยยะเช่นกัน ผนวกเข้ากับงานประพันธ์เพลงประกอบของเอมิลี่เลวีเอนเซ-ฟาร์รูชดาวรุ่งนักแต่งเพลงที่เคยผ่านผลงานหนังอินดี้ดังๆอย่างที่รังสรรค์เพลงออกมาได้ประคองแวดล้อมของหนังได้อย่างเปี่ยมล้นและแน่นอนว่าไฮไลต์อันโดดเด่นของหนังเรื่องนี้ก็คือทีมนักแสดงเพราะชื่อนักแสดงหลักก็ดึงดูดความสนใจไม่น้อยอลิซาเบธโอลเซนยังคงเป็นนักแสดงที่เฟ้นหาบทที่ท้าทายให้กับอาชีพตัวเองแบบไม่หยุดนิ่งเสมอเช่นเดียวกับผลงานหนังเรื่องนี้เธอก็สามารถรับมือกับมันได้เป็นอย่างดีด้วยทักษะความเป็นมืออาชีพของเธอที่สามารถนำทางหนังเรื่องนี้ได้อย่างขันแข็งและหนักแน่นด้วยดี

ยิ่งมาได้การแสดงอันชวนว้าวของอลิเซีย วิกันเดอร์อีกหนึ่งดาราสาวเจ้าบทบาทที่ช่วงหลังเราแทบไม่ค่อยได้เห็นเธอสักเท่าไหร่ นี่คือการกลับมาวาดลวดลายการแสดงที่ชวนประทับใจอีกครั้งในรอบหลายปีของเธอด้วยมิติแห่งบทบาทที่เต็มไปด้วยลูกเล่นที่ให้เธอได้เล่นและเธอก็ทำมันออกมาได้ถึงแก่นถึงอารมณ์กับความเป็นมืออาชีพตัวของเธอได้อย่างสุดจัดจริงๆนอกจากนี้ยังมีดาราสมทบคนอื่นอย่างฮิเมชพาเทลถือว่าเป็นอีกบทบาทที่ค่อนข้างเต็มไปด้วยแง่มุมและความซับซ้อนในมิติตัวละครไม่น้อย แต่ทว่าตัวหนังอาจจะไม่ได้เปิดเผยด้านลึกลับของเขาออกมาได้อย่างหมดจดแต่เขาก็สวมบทบาทนี้ได้อย่างน่าพอใจ เช่นเดียวกับอินดิราวาร์มามินนีไดร์เวอร์หรือชาร์ล็อตต์ ริตชีต่างเป็นตัวละครเสริมที่ไม่ได้มีซีนเยอะแต่ออกมาก็มีซีนที่ชวนประทับใจไม่เบา

ดังนั้นโดยสรุปแล้วชีวิตลิขิตไม่ได้ เรื่องนี้เป็นหนังที่มอบผลลัพธ์ที่ค่อนข้างเกินกว่าที่คาดเอาไว้ไม่น้อยเพราะอุตสาห์ก่อกำแพงเอาไว้สูงเพื่อรอรับกับคอนเทนท์ที่น่าจะต้องคิดวิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆเอาไว้พอประมาณ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าหนังดูได้เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมากว่าที่คิดเอาไว้เยอะนี่คือหนังไซไฟที่สะท้อนสภาพสังคมปัจจุบันได้ดีไม่น้อยโดยเฉพาะการสร้างชีวิตครอบครัวทีมนักแสดงของหนังเรื่องนี้กลายเป็นส่วนที่มาช่วยเติมศักยภาพที่แข็งแกร่งให้กับหนังได้อย่างชวนว้าวเพียงแค่ 2 นักแสดงหญิงยอดฝีมือมาประชันบทบาทในหนังเรื่องเดียวกันนี้ ก็คิดว่าน่าจะเป็นการคืนกำไรให้กับคนดูได้ง่ายไปแล้วมันจึงเป็นหนังอินดี้ที่ชวนตราตรึงใจเราได้ดีไม่น้อยโดยเฉพาะบทสรุปที่ค่อนข้างกินใจและหดหู่ใจไปพร้อมกันกับการสื่อถึงแง่มุมของการดำรงชีวิตอย่างถ่องแท้